Brand Storytelling คืออะไร และธุรกิจในแบบ B2B ควรเล่าเรื่องแบรนด์อย่างไรให้คนเชื่อ
Brand storytelling ไม่ใช่การเล่าเรื่องให้ดูน่าสนใจ แต่คือการทำให้คน เข้าใจ และ เชื่อ ในตัวตนของธุรกิจ โดยเฉพาะในโลก B2B ที่การตัดสินใจไม่ได้เกิดจากอารมณ์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความมั่นใจและความน่าเชื่อถือเป็นหลัก
ในบทความนี้ เราจะมอง brand storytelling ในภาพรวม ว่าคืออะไร และธุรกิจ B2B ควรคิดเรื่องการเล่าเรื่องแบรนด์อย่างไร ก่อนจะพาไปต่อยอดในตอนถัด ๆ ไป
Brand Storytelling คือ “กระบวนการ” ไม่ใช่ “คำโฆษณา”
งานวิจัยด้านการสื่อสารและจิตวิทยาการเล่าเรื่องอธิบายตรงกันว่า
มนุษย์เข้าใจโลกผ่าน “เรื่องเล่า” มากกว่าข้อมูลดิบ
เมื่อคนฟังรู้สึกว่าเขา เข้าไปอยู่ในเรื่อง เขาจะเปิดใจ รับสาร และเชื่อมโยงความหมายได้ลึกขึ้น
ในบริบทธุรกิจ Brand storytelling จึงไม่ใช่การแต่งเรื่อง
แต่คือการ “จัดระเบียบความจริงขององค์กร” ให้อยู่ในรูปแบบที่คนอื่นเข้าใจได้
พูดให้ชัดที่สุด Brand storytelling คือการตอบคำถามสำคัญ 3 ข้อให้ได้อย่างสอดคล้องกัน
-
เราเชื่ออะไร (Belief)
-
เราทำสิ่งนั้นอย่างไร (Proof / Process)
-
สิ่งที่เราทำส่งผลกับใคร (Impact)
ถ้าเรื่องเล่าตอบได้ครบ คนจะเริ่มเชื่อ—even โดยไม่ต้องขายตรง
ทำไม Brand Storytelling ถึงสำคัญกับธุรกิจ B2B
ใน B2B ลูกค้าไม่ได้เลือกจาก “ใครดูดีกว่า”
แต่เลือกจาก “ใครเสี่ยงน้อยกว่า”
ผู้ตัดสินใจต้องมั่นใจว่า
-
ระบบคิดขององค์กรนี้น่าเชื่อถือ
-
วิธีทำงานสม่ำเสมอ
-
และสิ่งที่พูดออกมา ไม่ใช่แค่คำการตลาด
Brand storytelling จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการ
-
ลดความไม่แน่นอน
-
สร้างภาพจำเชิงคุณค่า
-
และทำให้แบรนด์ดู “มีเหตุผลที่เชื่อได้”
Brand Storytelling ของ B2B ควรเริ่มคิดจากอะไร
จากประสบการณ์การทำงานกับลูกค้า B2B หลากหลายอุตสาหกรรมของ Giant Point เราเห็นรูปแบบร่วมกันบางอย่างชัดเจน
1) เล่าจาก “ความจริงที่ตรวจสอบได้”
B2B ไม่แพ้เพราะเล่าไม่เก่งแต่แพ้เพราะเล่าแล้ว ดูเหมือนโฆษณา
เรื่องเล่าที่คนเชื่อ มักมาจากเหตุผลจริง เช่น ทำไมเลือกมาตรฐานนี้ ทำไมเข้ม QC
ทำไมไม่ปล่อยงานที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ ไม่ต้องหวือหวา แต่สะท้อนตัวตนได้ชัด
2) ใช้ “กระบวนการ” เป็นแกนเรื่อง
ใน B2B กระบวนการคือคำตอบของความเชื่อเพราะมันบอกได้ว่าคุณทำได้จริง
และทำได้สม่ำเสมอแค่ไหน
เมื่อเรื่องเล่าถูกออกแบบอย่างเป็นระบบมันจะส่งผลต่อประสบการณ์
และทัศนคติที่มีต่อแบรนด์โดยตรง
3) ให้ “คนจริง” เป็นตัวแทนความน่าเชื่อถือ
B2B ไม่ได้เชื่อเพราะภาพสวยแต่เชื่อเพราะเห็นคนที่รับผิดชอบจริง
ผู้บริหาร ทีมงาน หรือผู้เชี่ยวชาญทำให้เรื่องเล่ากลายเป็นความจริงขององค์กร
ไม่ใช่คอนเทนต์การตลาด
4) เล่าผ่าน “ผลลัพธ์” ที่จับต้องได้
Brand storytelling ที่ดีต้องพาไปถึงผลลัพธ์ว่าเรื่องนี้ช่วยลูกค้าหรือธุรกิจได้อย่างไร
ไม่ต้องยิ่งใหญ่ แต่อย่าเล่าแบบลอยเพราะ B2B เชื่อจากผล มากกว่าคำพูด
จากการทำงานกับลูกค้า B2B ในหลายอุตสาหกรรม Giant Point พบว่าเรื่องเล่าของแบรนด์ไม่ได้มีสูตรเดียว
- บางแบรนด์สื่อความน่าเชื่อถือผ่าน กระบวนการทำงานที่เป็นระบบ
- บางแบรนด์ถ่ายทอดตัวตนผ่าน คนเบื้องหลังและวิธีคิดของทีม
- และบางแบรนด์เลือกเล่าผ่าน การตัดสินใจในวันที่ต้องเลือกสิ่งที่ยาก แต่ถูกต้อง
สิ่งที่ทำให้เรื่องเล่าเหล่านี้ “ใช้ได้จริง” ไม่ใช่รูปแบบของสื่อ แต่คือความสอดคล้องระหว่าง สิ่งที่แบรนด์เป็น สิ่งที่แบรนด์ทำ และสิ่งที่แบรนด์เล่า
นี่คือเหตุผลที่ Giant Point ไม่เริ่มงานจากการคิดสื่อแต่เริ่มจากการทำความเข้าใจตัวตนและบริบทของแต่ละองค์กรเพื่อออกแบบการเล่าเรื่องที่สะท้อนความจริง และนำไปใช้ได้ในระยะยาว
เขียนโดย: พุทธพัส ทุนคำ (Phutthaphat Thunkam) Giant Point’s Founder, Creative Director & Brand Narrative Researcher อ้างอิงแนวคิดจาก:
Green, M. C. & Brock, T. C. (2000). Narrative Transportation Theory
Campbell, J. (1949). The Hero with a Thousand Faces
Heath, C. & Heath, D. (2007). Made to Stick: Why Some Ideas Survive and Others Die
อยากรู้ว่า Brand Storytelling ขององค์กรคุณควรเริ่มตรงไหน?
Giant Point ให้คำปรึกษาด้าน Brand Storytelling สำหรับธุรกิจ B2B
เพื่อช่วยจัดระบบความคิด ค้นหาเรื่องเล่าที่ใช่ และวางทิศทางการสื่อสารให้แบรนด์ของคุณ
“พูดได้ชัดและน่าเชื่อถือขึ้น”
ตัวอย่างมุมมอง Brand Storytelling จากงานของ Giant Point
ท่านสามารถติดตามและ Update ผลงานพร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือสอบถามข้อมูลด้านงานบริการของ บริษัทไจแอนท์พอยท์ ได้จากช่องทางต่างๆดังนี้
Stay updated and inquire about Giant Point Company’s services through our channels.


















